เมื่อพูดถึงชื่อ "The Art of War" หลายคนอาจนึกถึงคัมภีร์พิชัยสงครามของซุนวู แต่สำหรับแฟนหนังแอ๊คชั่นยุค 2000 ชื่อนี้กลับหมายถึงหนังสายลับที่เคยมี Wesley Snipes นำแสดงในภาคแรก มาถึงภาคสาม "ทำเนียบพันธุ์ฆ่า สงครามจับตาย 3" หรือ The Art of War III: Retribution กลับถูกส่งต่อให้นักแสดงแร็ปเปอร์ Treach รับบทนำ พร้อมเนื้อเรื่องที่ดูเหมือนจะดึงเอาประเด็นเกาหลีเหนือมาเป็นฉากหลัง แต่กลับถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไร้ซึ่งชั้นเชิงและความสนุก
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
หนังเปิดเรื่องด้วยสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศ เมื่อเกาหลีเหนือใกล้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ องค์การสหประชาชาติจึงต้องส่งสายลับฝีมือฉกาจอย่าง นีล ชอว์ (Treach) เข้าไปสืบราชการลับและหยุดยั้งการค้าอาวุธ แต่แผนทุกอย่างกลับพลิกผันเมื่อชอว์ถูกใส่ร้ายว่าฆ่าคนตาย ทำให้เขาต้องกลายเป็นผู้หลบหนี พร้อมกับต้องช่วยเหลือผู้หญิงลึกลับคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้
เนื้อเรื่องดำเนินไปตามสูตรสำเร็จของหนังแอ๊คชั่นระดับ DVD ทุกประการ ตั้งแต่การหักหลัง การไล่ล่า จนถึงการเปิดโปงความจริง ทว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่หรือน่าตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย ทุกเหตุการณ์เดาได้ล่วงหน้า และการอ้างอิงถึงสงครามเกาหลีก็ถูกใช้เป็นเพียงฉากหลังแบบฉาบฉวย
งานการแสดงและตัวละคร
นักแสดงนำ Treach ซึ่งเป็นแร็ปเปอร์ชื่อดังจากวง Naughty by Nature พยายามถ่ายทอดความเท่ห์แบบสายลับ แต่กลับขาดทั้งเสน่ห์และความน่าเชื่อถือ การแสดงของเขาดูแข็งทื่อและไม่สามารถดึงอารมณ์ร่วมจากผู้ชมได้ ส่วน Warren Derosa ในบท Jason ก็ดูเกินจริงและโอเวอร์แอ็คติ้งจนน่าเก้อ
นักแสดงสมทบอย่าง Sung-Hi Lee และ Janet Carroll
ดูเหมือนถูกวางมาเพื่อเป็นตัวประกอบที่ไร้มิติ บทสนทนาส่วนใหญ่ตื้นเขินและไม่ช่วยพัฒนาตัวละคร ทำให้ไม่มีตัวละครใดที่ผู้ชมจะรู้สึกผูกพันหรือเอาใจช่วยงานกำกับ ภาพ และดนตรี
ผู้กำกับ Gerry Lively ซึ่งเคยผ่านงานกำกับหนังแอ๊คชั่นมาก่อน กลับไม่สามารถสร้างความตื่นเต้นหรือลูกเล่นใด ๆ ให้กับหนังเรื่องนี้ได้ ฉากแอ๊คชั่นถูกตัดต่ออย่างรวบรัด ขาดความต่อเนื่อง และมักใช้ภาพซูมเข้าหน้าตัวละครอย่างไม่จำเป็น
ด้านภาพและแสงสี หนังถ่ายทำออกมาดูเก่าและจืดชืด เหมือนถูกผลิตขึ้นอย่างเร่งรีบ ส่วนดนตรีประกอบก็จำเจ ไม่มีธีมหรือทำนองที่โดดเด่น ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูไร้ชีวิตชีวา
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
ในฐานะหนังที่อ้างอิงถึง "ศิลปะแห่งสงคราม" ภาคนี้กลับไม่สามารถนำเสนอปรัชญาหรือกลยุทธ์อันชาญฉลาดใด ๆ ได้เลย เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งเงื่อนงำที่น่าสนใจ ราวกับผู้เขียนบทไม่ได้ใส่ใจกับการสร้างปริศนาหรือการหักมุมที่มีชั้นเชิง
นอกจากนี้ การใช้ประเด็นความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือและนานาชาติเป็นฉากหลัง กลับถูกนำเสนออย่างผิวเผิน ไม่มีการสะท้อนมุมมองทางการเมืองหรือสังคมที่ลึกซึ้งแต่อย่างใด ทำให้หนังสูญเสียโอกาสที่จะเป็นมากกว่าหนังแอ๊คชั่นไร้สมองทั่วไป
สรุป
ทำเนียบพันธุ์ฆ่า สงครามจับตาย 3 เป็นหนังแอ๊คชั่นระดับ DVD ที่เต็มไปด้วยสูตรสำเร็จและความซ้ำซาก ไม่เหมาะสำหรับคนที่คาดหวังความสนุกหรือชั้นเชิงแบบ The Art of War ควรดูเฉพาะถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของซีรีส์นี้ หรืออยากเห็น Treach ในบทแอ๊คชั่นเท่านั้น
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +ความยาวเพียง 88 นาที ไม่ยืดเยื้อ
- +มีฉากแอ๊คชั่นพอประมาณสำหรับคนดูไม่หวังอะไร
- +ชื่อหนังอาจดึงดูดแฟนซีรีส์ The Art of War
👎 จุดด้อย
- −บทหนังซ้ำซากและเดาทางได้ง่าย
- −การแสดงแข็งทื่อ ขาดเสน่ห์
- −งานโปรดักชั่นและเทคนิคต่ำกว่ามาตรฐาน
- −ไม่มีความเกี่ยวข้องกับปรัชญา The Art of War เลย
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อย โดยมีตัวละคร Agent Neil Shaw เป็นตัวเชื่อม แต่เนื้อเรื่องและนักแสดงเปลี่ยนหมด
Treach คือแร็ปเปอร์จากวง Naughty by Nature มีผลงานการแสดงหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้ถือเป็นบทนำครั้งแรกของเขา
ถ้าคุณเป็นแฟนหนังแอ๊คชั่นยุค 2000 ที่ดูได้เพลิน ๆ โดยไม่คาดหวังอะไร ก็อาจพอรับได้ แต่โดยรวมแล้วเป็นหนังที่ควรข้าม