หลังจากท็อบบี้ แม็คไควร์สวมชุดสไปเดอร์แมนมาสามภาค คราวนี้ถึงคิวของแอนดรูว์ การ์ฟิลด์ที่ก้าวขึ้นมารับบทปีเตอร์ พาร์คเกอร์ใน ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน (The Amazing Spider-Man) หนังรีบูตที่พาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาพร้อมมุมมองที่แตกต่างและโทนเรื่องที่เข้มข้นขึ้น แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นการสร้างซ้ำ แต่สำหรับแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่แล้ว นี่คือการกลับมาที่น่าสนใจไม่น้อย
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ (แอนดรูว์ การ์ฟิลด์) เด็กหนุ่มไฮสคูลที่ถูกพ่อแม่ทิ้งตั้งแต่เด็ก และอาศัยอยู่กับลุงเบน (มาร์ติน ชีน) และป้าเมย์ (แซลลี ฟิลด์) วันหนึ่งเขาได้พบกระเป๋าลึกลับของพ่อที่นำไปสู่บริษัทออสคอร์พ และ ดร.เคิร์ท คอนเนอร์ส (ไรส์ ไอแฟนส์) นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทดลองเกี่ยวกับการฟื้นฟูเซลล์ ในขณะเดียวกัน ปีเตอร์ถูกแมงมุมดัดแปลงพันธุกรรมกัด ทำให้เขามีพลังพิเศษ ปีเตอร์จึงเริ่มใช้พลังเพื่อตามหาความจริงเกี่ยวกับพ่อแม่ และต้องเผชิญหน้ากับ เดอะ ลิซาร์ด สัตว์ประหลาดที่เกิดจากการทดลองของคอนเนอร์ส เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างปีเตอร์กับเกว็น สเตซี่ (เอ็มม่า สโตน) ลูกสาวกัปตันตำรวจ และการต่อสู้เพื่อปกป้องนิวยอร์ก
งานการแสดงและตัวละคร
แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ สร้างปีเตอร์ พาร์คเกอร์ที่แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน เขาเป็นวัยรุ่นที่ดูเฉลียวฉลาด มีบุคลิกขี้อายแต่แฝงความกวนและอารมณ์ขัน โดยเฉพาะฉากที่เขาสวมชุดสไปเดอร์แมนแล้วพูดเก่งขึ้น การ์ฟิลด์ถ่ายทอดความเปราะบางและความมุ่งมั่นได้ดี ส่วนเอ็มม่า สโตนในบทเกว็น สเตซี่ ไม่ใช่แค่สาวสวยแต่เป็นตัวละครที่มีปัญญาและความกล้าหาญ เคมีระหว่างทั้งสองคนนั้นยอดเยี่ยม ทำให้เส้นรักโรแมนติกดูสมจริง ไรส์ ไอแฟนส์ในบท ดร.คอนเนอร์ส/เดอะ ลิซาร์ด ก็ทำได้ดี แม้ตัวร้ายอาจถูกกล่าวหาว่าขาดมิติ แต่เขาก็ถ่ายทอดความขัดแย้งภายในได้น่าสนใจ นอกจากนี้ มาร์ติน ชีนและแซลลี ฟิลด์ก็เพิ่มความอบอุ่นให้กับครอบครัวพาร์คเกอร์
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
มาร์ก เวบบ์ ผู้กำกับมากฝีมือจาก (500) Days of Summer นำเสนอสไปเดอร์แมนในมุมที่ใกล้ชิดและสมจริงยิ่งขึ้น ภาพยนตร์ใช้เทคนิคการถ่ายทำที่เน้นมุมกล้องแบบ POV (มุมมองบุคคลที่หนึ่ง) ในฉากสวิงผ่านตึก ทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับเป็นสไปเดอร์แมนเอง ฉากแอ็กชันถูกออกแบบให้ลื่นไหลและตื่นเต้น โดยเฉพาะการต่อสู้กับเดอะ ลิซาร์ดในโรงเรียนและบนยอดตึก ดนตรีประกอบโดยเจมส์ ฮอร์เนอร์ให้อารมณ์ที่เข้มข้น ช่วยเสริมบรรยากาศทั้งในฉากดราม่าและแอ็กชันได้อย่างลงตัว
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน เป็นการรีบูตที่กล้าพอที่จะเล่าเรื่องใหม่ แต่ก็ยังคงแก่นของ Spider-Man เอาไว้ นั่นคือ 'พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง' จุดเด่นของหนังคือการให้ความสำคัญกับปริศนาการหายตัวไปของพ่อแม่ปีเตอร์ ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับตัวละคร อย่างไรก็ตาม หนังมีปัญหาด้านจังหวะการดำเนินเรื่องที่บางช่วงรู้สึกยืดเยื้อ และตัวร้ายเดอะ ลิซาร์ดก็ยังไม่น่าจดจำเท่า Goblin หรือ Doc Ock ในภาคก่อน สำหรับแฟนที่อยากดูหนังสไปเดอร์แมนในมุมมองที่สดใหม่ และชมเคมีของแอนดรูว์ การ์ฟิลด์กับเอ็มม่า สโตนแล้วล่ะก็ หนังเรื่องนี้ไม่ควรพลาด และถ้าคุณกำลังมองหาเว็บดูหนังฟรี หนังใหม่ฟรี ลองแวะมาที่ เข้าเว็บดูหนัง เพื่อรับชมได้เลย
สรุป
ดิ อะเมซิ่ง สไปเดอร์แมน เป็นหนังรีบูตที่กล้าเล่าเรื่องใหม่ แม้จะมีข้อด้อยบ้าง แต่การแสดงที่โดดเด่นและฉากแอ็กชันที่สนุกทำให้คุ้มค่าแก่การรับชม โดยเฉพาะแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่อยากเห็นมุมมองแตกต่างจากเวอร์ชั่นเดิม
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การแสดงของแอนดรูว์ การ์ฟิลด์และเอ็มม่า สโตน สร้างเคมีที่ดีเยี่ยม
- +ฉากสวิงผ่านตึกและแอ็กชันที่ตื่นเต้น ใช้มุมกล้อง POV ได้น่าสนใจ
- +ปมปริศนาเกี่ยวกับพ่อแม่ของปีเตอร์เพิ่มความลึกให้เนื้อเรื่อง
👎 จุดด้อย
- −ตัวร้ายเดอะ ลิซาร์ดยังขาดเสน่ห์และมิติ
- −จังหวะการดำเนินเรื่องบางช่วงยืดเยื้อ
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หนังรีบูตนี้เน้นความสมจริงและใกล้ชิดตัวละครมากขึ้น ปีเตอร์เป็นวัยรุ่นที่กวนกว่า มีปมเกี่ยวกับพ่อแม่ และใช้มุมกล้อง POV ในฉากแอ็กชัน
มี 2 ภาค คือ The Amazing Spider-Man และ The Amazing Spider-Man 2 ควรดูถ้าชอบหนังซูเปอร์ฮีโร่แนวใหม่ที่เน้นดราม่าและเคมีคู่พระนาง
การ์ฟิลด์ได้รับคำชมว่าเล่นได้ดี ถ่ายทอดทั้งความฉลาด ขี้อาย และอารมณ์ขันได้ลงตัว หลายคนยกให้เป็นปีเตอร์ พาร์คเกอร์ที่สมจริงที่สุด